Wednesday, July 9, 2014

น้ำใจน่ารักๆ ของคนพม่าที่ Pyin Oo Lwin

การเดินทางทำให้เราเรียนรู้ สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ เมื่อเราออกสู่โลกกว้าง เราก็เป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ ความเป็นคนสำคัญของเราในสถานที่ที่เราเรียน หรือ ทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวัน มันไม่ได้มีความหมายอะไรเลยในโลกกว้าง  การยอมรับและอ่อนน้อมต่อเพื่อนร่วมโลกต่างหาก ที่จะทำให้เราอยู่ในโลกกว้างนี้อย่างมีความสุข

พม่าเป็นที่ที่เราได้เจอทั้งคนดี และ คนไม่ดี คนไม่ดีเล่าไปแล้ว ในเรื่องที่เกี่ยวกับ Mandalay วันนี้จะขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับคนดีๆที่พม่าให้ฟังบ้างค่ะ

เรื่องที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นที่ Pyin Oo Lwin เป็นเมืองเล็กๆ เหนือขึ้นไปจาก Mandalay เราไปที่นั่นสองคืน เราเดินเล่นจากโรงแรม ไปตามซอกซอย ลัดถนนนั้นออกถนนนี้ไปเรื่อยๆ ผังเมืองของพม่าดีมาก วนไปวนมา กลับมาเจอที่เดิมแน่นอน ระหว่างทาง หิวน้ำมากจึงเข้าไปร้านขายของชำเล็กๆของชาวบ้าน ขอน้ำเปล่าหนึ่งขวด ได้น้ำแล้วเปิดกระเป๋าเป้ อ้าวไม่มีกระเป๋าสตางค์ ค้น ค้น ค้น ยังไงก็ไม่เจอ ก็เลยคืนน้ำให้คนขายไป คนขายเป็นผู้หญิงวัยกลางคนชาวพม่า พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เราก็พูดภาษาพม่าไม่ได้ ผู้หญิงพม่าคนนั้นทำในสิ่งที่เราไม่เคยได้จากที่ไหนในชีวิตเลย คือ เธอยื่นน้ำกลับให้เรา พร้อมยิ้มแบบใจดีมากประมาณว่า เอาไปเถอะ เราก็ไม่เอา ไม่ได้ค่ะ ไม่มีเงิน เธอพูดภาษาพม่าอะไรใหญ่ แล้วพยายามยื่นขวดน้ำให้เรา เราก็ตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษใหญ่ว่า เราไม่เอา เราไม่มีเงิน พูดกันก็ไม่รู้เรื่อง แต่ด้วยความไม่รู้เรื่องอันนั้น เรารับรู้ได้ถึงน้ำใจมากๆ เค้าคงประมาณว่า เออ กระเป๋าตังค์มันคงหาย น่าสงสาร มาถึงก็ขอเอาน้ำเปล่าแค่ขวดเดียวด้วย ให้ไปเถอะ ในที่สุดเราก็เอาน้ำมา เรารู้คำว่าขอบคุณภาษาพม่า ท่องไว้ตลอดทริป เลยขอบคุณยกใหญ่ พูดอย่างอื่นก็ไม่เป็น เฮ้อ เดินออกมาน้ำตาไหลเลย มันรู้สึกดีมาก น้ำขวดนั้นเป็นน้ำเปล่าที่อร่อยที่สุดตั้งแต่กินน้ำมาเลย

เราก็เดินตรงจากร้านกลับโรงแรม กลับมาถึงโรงแรมเราก็เจอกระเป๋าสตางค์อยู่ในห้อง ก็เลยเดินออกไปใหม่ ไปซื้อขนม เพื่อจะเอากลับไปขอบคุณเค้า กลับไปใหม่ก็ไม่เจอ เจอแต่คนอื่น เราก็พยายามจะสื่อสารกัน เป็นครั้งแรกเลยที่ยกมือ ยกไม้ ยกขาได้ยกไปแล้ว เพื่อที่จะอธิบายว่าเราคือคนที่มาแล้วไม่มีตังค์จ่ายค่าน้ำ เราจะกลับมาจ่ายค่าน้ำและขอบคุณ ฮู้ยกว่าจะรู้เรื่องกัน เหนื่อยมาก แต่ประทับใจ เพราะเหมือนคนที่เฝ้าร้านรอบที่สองนี่ก็รู้ว่ามีคนมาแล้วไม่มีตังค์ ผู้หญิงคนนั้นให้น้ำเรามา เค้าก็เป็นพี่น้องกันน่ะค่ะ ก็กลับมาด้วยความรู้สึกดีมากๆๆๆ ถึงมากที่สุด

การทำดีกับคนแปลกหน้า คงไม่ได้ทำให้เรารวยขึ้น หรือได้โล่ห์รางวัลจากไหน แต่มันทำให้คนที่ได้รับน้ำใจนั้นประทับใจและไม่มีวันลืม เหมือนที่เราเองไม่เคยลืมน้ำใจที่ได้จากผู้หญิงชาวพม่าคนนั้นเลย

Friday, April 25, 2014

มิจฉาชีพซีน เรื่องจริงดั่งละคร ที่มัณฑะเลย์

วันนี้จะเล่าเรื่องน่าตื่นเต้นที่ไปเจอมิจฉาชีพที่ต่างแดน ไม่ไกลจากบ้านเรา พม่า

ทริปนี้ไปมาตั้งแต่ปีที่แล้ว 2556 แต่พึ่งจะมีโอกาสได้เขียน แต่มิจฉาชีพซีนนี้ ชัดแจ่มแจ๋วเลยค่ะ

เราไปพม่าสิบวัน อยู่ที่ย่างกุ้งสามวัน แล้วก็นั่งรถมาที่มัณฑะเลย์ อยู่ที่นี่หลายวันมาก
วันแรกที่เรามาถึงเป็นวันที่เค้าเล่นสงกรานต์กัน ก็บรรยากาศสงกรานต์ สนุกสนาน เราเจอผู้คนหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นมิตร ตอนนั้นรู้สึกดีมากๆ กับเมืองนี้

ตอนเย็น เราไปเดินหาอะไรกิน ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้กิน เพราะร้านเค้าปิดหมดช่วงสงกรานต์ ก็ไปเจอร้านนึงขายโรตี และชา เราก็เอานะ โรตี กินได้ สั่งก็คงไม่ยาก ชี้ๆ เอาก็คงรู้เรื่องกัน ปรากฏว่าเดินเข้าไปในร้าน คนขายทุกคนทำเป็นมองไม่เห็นเรา คือดูจากสภาพร้าน คงไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษแน่นอนน่ะค่ะ แล้วเค้าก็คงเจอมาเยอะประเภทต่างชาติมาชี้โบ๊ชีเบ๊แล้วในที่สุดก็คุยกันไม่เข้าใจ ฮ่าฮ่าฮ่า

ไอ้เราก็ไม่ยอม ช้านจะกิน ช้านหิว ก็ยืนรีๆรอๆ ทำไงดี ก็มีผู้หญิงคนนึงที่เป็นลูกค้า มาถามเราจะเอาอะไรเหรอ เค้าช่วยนะ เดี๋ยวสั่งให้ สั่งให้เสร็จสรรพก็ชวนไปนั่งด้วย ในโต๊ะนั้นก็มีพม่าสี่คน เยอรมันสามคน คนพม่าสี่คน มีเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ เป็นเจ้าหน้าที่ให้กับโรงเรียนที่ดูแลเด็กกำพร้า คนเยอรมันหนึ่งคนในนั้นก็เป็นอาสาสมัคร อีกสองคนเป็นคนที่สนับสนุนโรงเรียน มาเยี่ยมทุกปี

เราก็นั่งกินไปคุยไปกับเค้า รู้สึกดีถึงความเป็นมิตร ของคนพม่า วันรุ่งขึ้น เค้าก็ชวนเราไปเล่นสงกรานต์ด้วย ก็ไปกันทั้งหมด เค้าก็ไม่ยอมให้เราจ่ายอะไร ทุกอย่างที่กิกัน ก็แชร์กัน ตอนไปกินข้าวกลางวัน เราก็เสนอตัวจ่ายอีก เค้าก็ไม่ยอมกันอีก

วันถัดมา เราก็นัดกันไปเยี่ยมโรงเรียนที่พวกเค้าทำงานกันอยู่ เป็นโรงเรียนใหญ่มาก มีตึกหลายตึก เก่าบ้าง ใหม่บ้าง ปนๆกันไป ทีนี่ทุกคนเรียนฟรี เพราะเป็นโรงเรียนที่เปิดมาเพื่อเด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้า ครูใหญ่คือพระ เราก็ได้ไปคุยด้วย เป็นคนยอดเยี่ยมมาก

หลังจากนั้นเราก็เดินทั่วโรงเรียน มีตึกนึงที่เป็นพระ และเณรทั้งตึก ก็มีพระเดินมาคุยด้วย เค้าบอกเค้าชอบภาษาอังกฤษ และจะฝึกทุกครั้งที่มีโอกาส เราก็คุยกับพระท่านนี้อยู่พักใหญ่เหมือนกัน

อีกตึกนึงเป็นตึกเด็กกำพร้าทุกคนในตึกเป็นเด็กกำพร้า มีเด็กผู้หญิงคนนึงเดินออกมา อายุแค่เจ็ดขวบ พ่อแม่เอามาทิ้งตั้งแต่สองเดือน คนที่นี่ก็เลี้ยงดู จนพึ่งจะมาพบเมื่อไม่นานก่อนเราไป ว่าแม่เค้าติดเอดส์ เด็กคนนี้ก็มีเอดส์อยู่ในตัว อยู่ได้อีกไม่นาน เด็กไม่รู้ ไม่มีใครบอก แต่เค้าผอมมาก เราก็เลยขอกอดเค้า เค้ายิ้มให้แล้วก็กอดเรา เราน้ำตาแตกเลยที่เดียว

 หลังจากเล่นสงกรานต์ เจอ คนดีๆ มีความสุขมากๆ ก็ถึงวันสุดท้ายที่จะอยู่ที่มัณฑะเลย์ เราก็เช่ารถแท๊กซี่ขับรถพาเราเที่ยวตามที่ต่างๆ ค่าเสียหายน่าจะประมาณ พันกว่าบาททั้งวัน เปิดแอร์ด้วย ไฮโซที่สุด (ที่พม่า เปิดแอร์ กับไม่เปิด ราคาต่างกันจ้า)
เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายที่ทั้งมัณฑะเลย์ และพม่า เงินจึงหมด เพราะต้องกันไว้จ่ายค่าห้อง ค่าตั๋วเครื่องบินกลับย่างกุ้ง และค่าแท๊กซี่ไปสนามบิน วันนั้นทั้งวันเราจึงมีเงินเหลือไม่ถึงยี่สิบดอลล่าร์ เงินพม่านิดหน่อย กับเงินไทยอีกพันกว่าบาท แต่ก็คิดว่าแค่กินนิดหน่อยคงพอ

เราก็เริ่มทริปจากการไปดูร้านที่เค้าตีทองคำเปลว ร้านขายเครื่องแกะสลัก ร้านขายผ้าไหม ก็แนวตุ๊กตุ๊กไทยพาต่างชาติเที่ยวอ่ะค่ะ พาไปแต่เสียเงิน แต่เราเนื่องจากหมดงบ จึงซื้อเฉพาะที่ร้านทองคำเปลว และเอาที่ถูกที่สุดในร้านด้วย คนขายคงบอกพี่แท๊กซี่ว่า ค่าคอมไม่ต้องเอานะยะ ลูกค้าหล่อนซื้อของอันละหนึ่งดอลล่าร์ไปสองอัน แบ่งให้ไม่ถูกจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า

จากนั้นเราไปวัดที่ดังมากและสำคัญมากของมัณฑะเลย์ก็คือ Mahamuni Buddha บ้านเราเรียกพระมหามัยมุนี  เป็นวัดสำคัญ คนมาบูชาเยอะมาก แต่เป็นวัดที่ขัดใจ feminist น้อยๆอย่างเราเล็กน้อย เนื่องจากผู้หญิงห้ามเข้าไปปิดทององค์พระ แฟนเราก็เลยไม่เข้าไปปิดทองด้วย บอกว่ามัน discriminate ผู้หญิงเลยขอดูอย่างเดียว จริงๆอยากเอาใจเราด้วย น่าร้ากที่ซู้ด

ตอนกำลังเดินกลับออกมาจากองค์พระ ก็มีพระรูปนึงเดินตรงเข้ามาหาเรา ทักทาย แล้วก็ชวนคุย เค้าก็บอกว่าเนี่ย เค้าชอบคุยกับฝรั่ง ชอบฝึกภาษา ก็พาเราเดินทัวร์วัด ไปดูพวกของที่คนเอามาถวายพระมหามัยมุนี ทางวัดก็ใส่ตู้ไว้ทำเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ให้คนดู คล้ายๆวัดพระแก้วเราอ่ะค่ะ ตลอดเวลาที่เดินเค้าก็พูดคุยอย่างเป็นมิตรมาก เค้าก็พาเราเดินดูเกือบครึ่งชั่วโมง เราก็บอกว่า เออ เราต้องไปแล้วนะ เพราะคนขับรถรออยู่ ขอบคุณมาก เค้าก็บอกว่า อีกที่เดียว ที่นี่สำคัญมาก ต้องดู เค้าก็พาเราไป เป็นที่ที่มีพระพุทธรูปตั้ง แล้วก็มีคนมารดน้ำ แล้วก็ซื้อพวกเครื่องราง หนังสือ ประมาณนี้ ต้านหลัง ของตัวอาคาร จะมีพระไตรปิฎกแกะสลักบนหิน เยอะมาก ก็จะอับๆคนหน่อย เพราะไม่มีใครเข้ามา ตรงนี้แหละ ที่เค้าต้อนเราให้อยู่ในมุม แล้วก็ ขู่จะเอาเงิน 50 ดอลล่าร์ เราก็บอกว่าเราไม่มี (ซึ่งก็ไม่มีจริงๆ) เค้าจะเอาไปซื้อจีวร แล้วก็หนังสือเรียน เราก็บอกว่าไม่มี ตอนนั้นกลัวมาก แต่เรากับแฟนก็ยังแบบใจดีสู้เสือ ต่อรองต่างๆนานา เราบอกแฟนว่าให้เค้าไปเถอะซักห้าดอลล่าร์ เค้าก็ไม่เอา จะเอาห้าสิบ เสียงก็เข้มขึ้น เรื่อยๆ เราก็ทำไงดีวะ เคยเห็นแต่ในหนัง ไม่เคยเจอของจริง เดชะบุญ บุญที่ทำไว้ยังคุ้มครอง ยังไงก็นึกไม่ออก จนบัดนี้เรากับแฟนยังนึกไม่ออกเลยค่ะ ว่ามันเป็นไปได้ยังไง เพราะอยู่ๆ จากที่เราถูกต้อนอยู่ในมุม ก็กลายเป็นว่าเค้าอยู่ในมุม แล้วเรากับแฟนเรา ก็อยู่ตรงทางออก เราก็เลยรีบเดินอย่างเร็วที่สุดในชีวิตเลย ซึ่งก็คนเยอะแยะแล้ว เค้าคงไม่กล้าทำอะไร เค้าก็เดินตามมาอย่างเร็ว แล้วก็มาจับที่แขนแฟนเรา แล้วก็ดึงเอาไว้อย่างแรง  แฟนเราก็กำหมัดเลย เค้าก็เลยปล่อย แต่ก็เดินตามเรามาตลอดทางออกจากวัด แล้วก็ตะโกนว่าเค้ามีมอเตอร์ไซค์นะ มาตลอดทาง ซึ่งเค้าก็ได้แต่ตะโกนค่ะ เพราะตลอดทางเดินจะมีร้านค้า มีแม่ค้า พ่อค้า เยอะแยะ เดชะบุญ อีกที คนขับรถแท๊กซี่ รออยู่ปากทางออก เราเลยรีบกระโดดขึ้นรถ แล้วบอกให้คนขับออกรถ ตาพระคนนั้นก็ยังเดินตามมาตะโกนเหมือนเดิม ท่าทางโกรธสุดขีด น่ากลัวมาก 

เมื่อไม่นานมานี้ ก็คุยกันกับแฟนถึงเหตุการณ์นี้ แล้วก็ถามแฟนว่า ที่ตอนกำหมัดน่ะ จะต่อยเค้าเหรอ แฟนบอกไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นมันเป็น natural reaction อ่ะ ถ้าเค้าทำมากกว่าแค่ดึงก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราต่อยเค้า เราเป็นต่างชาติ ตำรวจที่นั่นจะเชื่อเรา หรือเชื่อพระหว่า แต่ก็ยังถือว่าบุญยังดีค่ะ ที่รอดมาได้


 มิจฉาชีพ ที่วัดพระมหามัยมุนี เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า

บทเรียนจากครั้งนี้คือ ไปพม่า อย่าไว้ใจใคร มิจฉาชีพมีอยู่ทุกที่ แม้แต่ในวัด แม้แต่พระ ประเภทเดินมาชวนคุย จะพาเดินเที่ยวเนี่ย อย่าไปค่ะ ให้เราดูเป็นคนไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ยังดีกว่าโดนมิจฉาชีพขู่เอาเงินนะคะ

Monday, April 14, 2014

พัทย๊าาาา พัทยา โอ้ Sin City ของแท้จริง

สงกรานต์ปีนี้ มีแพลนไปฉลองวันเกิดหลานสาวสุดสวาท น้องเอพริล เกิดวันที่ 10 เมษา เราเลยไปชลบุรี กันตั้งแต่วันที่ เก้า

เนื่องจากอยู่ในช่วงกำลังรอบ้านใหม่ น้องสาวกับน้องเขยจึงต้องอยู่คอนโดไปก่อน หกคนในครอบครัวเราจะไปอัดกันนอนในห้องสตูดิโอ ก็ใช่ที่ เลยให้คุณยายนอนกับหลาน และเรากับคุณชายที่บ้านก็ไปเช่าคอนโดที่พัทยา นาเกลือ กัน

ไม่ได้เดินแถวชายหาดพัทยามานานเกินสิบปี ทุกครั้งที่ไปชลบุรี ก็อยู่แต่แถวบ้านน้องสาว หรือถ้าเราไปแถวพัทยา ก็จะเป็นแนวขับรถผ่านมากกว่า

ครั้งนี้เนื่องจากนอนแถวนาเกลือ คุณชายเลยอยากจะเดินดูแถวชายหาดพัทยาซักหน่อย เราจึงเริ่มต้นจาก เซ็นทรัลพัทยา เดินไปตามฟุตบาท เรื่อยไปจนถึง รอยัล การ์เด้นท์ หรือ รอยัลแปซิฟิก อะไรซักอย่าง

ตลอดทางที่เราเดินไป เรารู้สึกเครี๊ยด เครียด พอดีคุณชายที่บ้านเป็นต่างชาติ เราก็ระแวงว่า เอ๊ จะมีใครคิดว่า คุณชายเช่าเรามาเดินป่าวหว่า  ฮ่าฮ่าฮ่า

สิ่งที่ทำให้เราสลดใจอย่างยิ่งคือ คุณผู้หญิงอาชีพพิเศษ สมัยก่อนๆ เค้าจะมายืนๆ เดิน ๆ ตอนมืดๆ ซึ่งมันก็พอรับได้เนอะ แต่ล่าสุดนี้ เค้านั่งกันตั้งแต่สายๆเลย ประมาณว่า ความบันเทิงนี้มีให้กันตลอด  24 ชั่วโมง ประหนึ่ง 7/11 ทีเดียว หลายคนดูสะอาดสะอ้าน แต่งตัวดูดีเชียว เดินตามห้างเราคงดูไม่ออก หลายคนดูเหมือนติดยาเสพติด ซึ่งก็น่าเห็นใจมาก บางคนดูเด็กอยู่เลย แต่บางคนดูอายุเยอะมากกกกกก

ตลอดทางที่เราเดิน ประมาณ สาม สี่ กิโลได้ มีคุณผู้หญิงนั่งตลอดทาง คนเดียวบ้าง เป็นกลุ่มบ้าง เราก็เลย งง เล็กน้อยว่า เอ เรายังดูออกเลย ว่าเค้านั่งทำอะไรกัน ตำรวจ ดูไม่ออกเหรอ หรือว่าที่นี่เค้าอนุญาตให้ทำแบบนี้ อยากรู้ว่า พ่อแม่ที่พาลูกมาเดิน แล้วลูกถาม เค้าจะอธิบายลูกว่ายังไง

หลายคนคงเคยได้เห็นข่าวนักท่องเที่ยวมีปัญหากับเจ็ตสกีให้เช่า ซึ่งตอนที่เราเดิน เราก็เห็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นสองคน มีปัญหากับเจ็ตสกี ไม่รู้ปัญหาอะไร มีตำรวจมาสองคนพาเค้าไปโรงพัก ซักพักตอนเราเดินกลับมา ก็เห็นนักท่องเที่ยว สองคนเดิม เดินออกมาจากโรงพัก พร้อมเพื่อนชาวญี่ปุ่นอีกคน และ ผู้หญิงไทยอีกคน ชี้โบ๊ชี้เบ๊ ไม่รู้อะไร  นี่คือสิ่งที่เห็นนะคะ ไม่รู้เรื่องอะไร และเค้าทำอะไรกัน

คอนโดที่เราไปพัก เป็นคอนโดใหม่เอี่ยม แถวนาเกลือ ยั๊งเจอฝรั่งเพี้ยน เดินออกมาที่ระเบียงห้อง ไม่ใส่เสื้อผ้า  และออกมาทุกรอบ ไม่ใส่ทุกรอบ เราเลยแก้ปัญหาด้วยการไม่ออกไปที่ระเบียงเลย ขี้เกียจล้างตา

หลังจากไม่เห็นชายหาดพัทยามานาน ครั้งนี้ได้เห็น รู้สึกไม่ชอบใจ และคงไม่อยากเห็นไปอีกนาน



Tuesday, April 8, 2014

หินตกริเวอร์แคมป์ กาญจนบุรี

(เมษายน 2557) ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปพักที่ หินตกริเวอร์แคมป์ กาญจนบุรี  เพราะคุณผู้ชายที่บ้านอยากไปเดิน walking trail* ที่ช่องเขาขาด ทริปนี้จึงเกิดขึ้น



การเดินทาง 

เราขับรถไปเอง ขาไป ใช้เส้น บางบัวทอง-สุพรรณบุรี ผ่านบางเลน  ขากลับ มาทาง เพชรเกษม (มีการก่อสร้าง รถติด) นครปฐม ตัดเข้า กาญจนาภิเษก

ส่วนตัวคิดว่า ชอบเส้น บางบัวทอง-สุพรรณบุรีค่ะ ถนนดีกว่า การจราจรก็ไม่หนาแน่นเท่าเส้นนครปฐม รถบรรทุกก็น้อยกว่า ระยะทางพอๆกันค่ะ

จากกรุงเทพ ถึงกาญจนบุรี ขอไม่อธิบายค่ะ ตาม Google map เอาเลย

จากตัวเมืองกาญจนบุรี ให้ใช้ทางหลวง หมายเลย 323 ขับตามเส้นนี้ไปตลอดทาง ไม่ต้องเลี้ยวใดๆทั้งสิ้น เมื่อผ่านน้ำตกไทรโยคน้อย ก็อีกไม่ไกลแล้วค่ะ

มองหาป้ายบอกหลักกิโล เมื่อเห็นหลักกิโลที่ 139* ก็เตรียมเลี้ยวซ้าย ปากทางเป็นป้อมคุณทหาร ลงจากรถ แล้วเดินไปหาคุณทหารแจ้งว่า มาพักที่หินตก ริเวอร์แคมป์  คุณทหารจะเปิดประตูให้เข้า ขับตามป้ายคำว่า Hellfire pass ช่องเขาขาด ไป จนเจอ ป้ายรีสอร์ท แล้วก็ไปตามป้าย ป้ายบอกทางดีค่ะ ตามป้ายไปไม่หลงแน่นอน

จะมีช่วงต้องขับลงเขาต่อเนื่องหนึ่งกิโล หักศอกบ่อยมาก ขับระวัง ใช้เกียร์ต่ำตลอดเวลา

ถ้าไม่อยากเสี่ยงทางลงเขาหักศอก มีทางเลือกที่สองค่ะ จากถนนหลวง 323 ให้ขับเลย หลักกิโลที่ 139 ไปก่อน  จนเจอ หลักกิโลที่ 144** ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป ผ่านคุณทหารเหมือนกัน ขับตรงมาตามทางจนเจอสามแยก (มีแยกเดียว) แล้วเลี้ยวขวา (ไม่มีป้ายบอก ต้องรู้เอง ว่านี่สามแยกแล้ว ต้องเลี้ยวแล้ว) แล้วเลี้ยวขวาอีกทีตามป้ายรีสอร์ท เหมือนจะไกลกว่า ถนนแย่กว่านิดหน่อย แต่ไม่หักศอกเท่าทางแรก

* เว็บไซด์ของรีสอร์ทบอกว่า นี่คือหลักกิโล ที่ 64 ของจริงไม่ใช่นะคะ ของจริงคือ 139
**เว็บไซด์ของรีสอร์ทบอกว่า นี่คือหลักกิโล ที่ 69 ของจริงคือ 144

Note: จากตัวเมืองกาญ ใครใช้ Apps google map ใน Iphone / Ipad  อย่าพิมพ์ หินตกริเวอร์แคมป์ เป็นจุดหมา่ยนะคะ เพราะ google map จะนำทางเราไปถึงท่าเรือที่จะขึ้นเรือหางยาวไปที่รีสอร์ท เสียเวลาย้อนกลับมาอีกเกือบ ห้ากิโลทีเดียว

รีสอร์ท 

-ชอบใจ
ขอส่วนชอบใจก่อนนะคะ  รีสอร์ท เป็นธรรมชาติมาก ต้นไม้ ดอกไม้เยอะ มีทางลงไปริมน้ำ มีแพริมน้ำให้นั่งชมธรรมชาติ โซฟา sunbed พร้อมสรรพ  มีสระน้ำเล็กๆ แบ่งเป็นของผู้ใหญ่กับเด็กที่เป็นน้ำมาจากแม่น้ำธรรมชาติเลย สะอาดมั๊ย ก็นึกเราไปเล่นน้ำตกอ่ะค่ะ ประมาณนั้น กลับขึ้นมาก็ต้องมาอาบน้ำล้างตัวเหมือนกัน

เจ้าหน้าที่รีสอร์ท น่ารักมาก สุภาพ เป็นมิตร ดูแล เอาใจใส่แขกดี วันแรกที่เราไปพัก ฝนตก ลมแรงมาก เจ้าหน้าที่ วิ่งวุ่น ดูแลเต้นท์ ที่โดนลมพัดกระเจิง ส่วนทานอาหารก็แต่ใบไม้ กิ่งไม้ เจ้าหน้าที่ก็รุมกันทำความสะอาด แต่ก็อุตส่าห์แบ่งมาเวลา มารับออเดอร์เรา และเตรียมอาหารไว้ให้ พอเราเดินกลับไป ก็ได้ทานเลย วันสุดท้ายที่เราไปพัก ไม่ได้ไปกินข้าวเย็น เพราะพอดีออกไปข้างนอกตอนกลางวัน เลยซื้อกลับมาเย็นเลย เจ้าหน้าที่ก็เดินมาถาม ว่าพี่ทานข้าวมั๊ย ครัวจะปิดแล้ว เห็นเรานั่งอยู่หน้าเต้นท์ ก็เอาเทียนมาให้  คะแนนเต็มสิบ ก็ให้สิบเลยค่ะ

อาหาร อร่อย ราคาสูง แนวรีสอร์ทโรงแรมทั่วไป ข้าวผัดจานละร้อย กับข้าวจานละ 150 เป็นอย่างต่ำ แต่อร่อย สมราคา ที่นี่มีบาร์บีคิวดินเนอร์ หัวละสี่ร้อย เราไม่ได้กิน แต่คิดว่าก็คงอร่อยเหมือนกัน ตั้งโต๊ะให้ทานบาร์บีคิวกลางแจ้ง มีแสงไฟจากตะเกียง สวย โรแมนติกมาก อาหารเช้า ฟรี ก็มีให้เลือกหลากหลายเหมือนโรงแรมทั่วไป ขนมปัง ชา กาแฟ ไข่ ไส้กรอก แฮม แนวนี้ วันแรกที่ไป มีคนไทยเยอะ ก็เลยมีข้าวต้มให้ วันที่สอง ที่สาม เหลือคนไทยไม่กี่คน เลยไม่มีข้าวต้ม

ตอนที่เราไป มีแต่ ครอบครัว มาพัก ทั้ง ชาวไทย และต่างชาติ บรรยากาศสบายๆ มีเด็กๆ วิ่งเล่น รีสอร์ทมีกฏห้ามเสียงดังหลังสี่ทุ่ม แต่ตอนที่เราไป หลังสามทุ่มก็นอนกันเงียบ อ้อ ที่นี่ไม่มีทีวี จึงไม่มีเสียงทีวีรบกวนเลย มี wifi แต่มัน connect อะไรไม่ได้ซักอย่าง 3G ก็ใช้ไม่ได้ internet ไม่มี ทีวีไม่มี โทรหาใครไม่ได้ ได้พักสมองอย่างเต็มที่จริงๆ ชอบมาก


-ขัดใจ
 จริงๆมีแค่ สองขัดใจ
ขัดใจหนึ่ง ห้องพัก  สำหรับราคา เราว่าแพงเกิน เราจองผ่าน agoda ได้ 1890 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้า ห้องก็คือ เต้นท์หลังใหญ่ที่สร้างบนไม้ยกพื้น ด้านหลังมีห้องส้วม และห้องอาบน้ำแยกส่วนกัน
ในเต้นท์ มีเตียงที่นอนได้สองคนหนึ่งเตียง เตียงเดี่ยวอีกหนึ่งเตียง การตกแต่งก็เหมือนที่โฆษณาในเว็บ แต่ แต่ แต่ แต่

แต่มันเก่า แล้ว นึกผ้าเต้นท์สีครีม ที่เก่าแล้ว และมีจุดราดำขึ้นเต็มไปหมด นั่นหล่ะค่ะ สภาพเต้นท์ทีนี่ ณ 2557 เต้นท์ที่เรานอน มีขาดด้านข้าง และรอยปะด้วยเทปสีน้ำตาลที่เอาไว้แปะกล่อง ประตูเต้นท์จะมีชั้นที่ทึบ กับชั้นที่เป็นมุ้งๆ ชั้นทึบก็ฉีกขาด ตรงรอยต่อกับซิป เพราะงั๊น ปิดชั้นทึบ ก็ยังมีแสงลอดเข้ามาอยู่ดี  ผนังห้องน้ำจะเป็นไม้ไผ่เล็กๆๆมาเรียงต่อกัน ส่วนใหญ่เป็นราดำแล้ว เป็นแห่งๆ ผ้าเช็ดเท้ามีสองผืน หน้าทางเข้า กับหน้าห้องน้ำ เป็นราดำทั้งผืน ก็ยังจะเอามาให้ใช้ ไม่กล้าแม้แต่จะเอาเท้าไปเฉียดเลยค่ะ
ห้องอื่นไม่รู้เป็นไง แต่ห้อง 104 เป็นแบบนี้

แม่บ้านก็ได้พยายามรักษาความสะอาดแล้วนะคะ มันก็สะอาด แต่พอมันเก่า แถมราดำเนี่ย  อะไรอะไร มันเลยดูแย่

นอกจากเก่าแล้ว มันยังร้อนมากถึงมากที่สุดในตอนกลางวัน เนื่องจากมันเป็นผ้าเต้นท์หนาๆ อยู่ในห้องพัก ไม่ได้ มันร้อนมาก และ หายใจไม่ออก แอร์มี แต่ตัวเล็ก พลังความเย็นไม่พอ ต้องไปนอนที่ริมน้ำ 

แอร์ เป็นแอร์ตัวเล็กๆ ติดเตี้ยๆ ระดับเตียง ตอนกลางคืน คนที่นอนติดแอร์ต้องยอมหนาว เพราะไม่งั๊นคนที่นอนไกลออกไปจะร้อนมาก 

ขัดใจที่สอง
เหตุผลที่เราเลือกพักที่นี่ เพราะ เว็บไซด์ของรีสอร์ทบอกว่า ตัวรีสอร์ทอยู่สุดทางเดิน walking trail* 3.5 กิโล ของช่องเขาขาด สามารถเดินจาก รีสอร์ทไปได้เลย แต่เมื่อเราไปถึงจริงๆ เราก็ได้พบว่า ข้อมูลนี้ มันไม่จริงมาเป็นเวลาเกือบสามปีแล้ว แต่คง "ลืม" update เว็บ 

ในอดีต การไปพักที่ หินตกริเวอร์แคมป์ จะสะดวกมากสำหรับคนที่ต้องการเดินตาม walking trail* นี้ เพราะเดินจากรีสอร์ทไปได้เลย แต่เป็นเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมา ทางเดินส่วนหนึ่งกิโลสุดท้ายถูกปิดลง จึงเหลือระยะทางเดินแค่ประมาณ 2.5 กิโลเท่านั้น ซึ่งข้อมูลตรงนี้ ทั้งในส่วนของรีสอร์ท หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาดเอง ก็ "ลืม" update (brochure ที่พิพิธภัณฑ์แจกล่าสุดเมษายน 2557 ก็ยังไม่ update ส่วนหนึ่งกิโลสุดท้ายที่หายไป) ขอบ่น สามปีผ่านไป ไม่คิดปรับปรุงข้อมูลเลยหรือ งง

(เน้น ณ เมษายน 2557) คนที่คิดว่าต้องไปพักที่นี่ เพราะต้องการไปเดินตาม walking trail* ขอแนะนำว่า ไม่จำเป็น ต่อให้นอนที่นี่ ก็ต้องขับรถไปที่พิพิธภัณฑ์อยู่ดี (เดินไปพิพิธภัณฑ์ได้มั๊ย ได้ แต่ประมาณ 7 - 8 กิโล คงใช้เวลาซัก สาม สี่ชั่วโมง กว่าจะถึง) ขับรถจากที่อื่นมาที่พิพิธภัณฑ์ ดูจะง่ายกว่าขับรถจากรีสอร์ทไปพิพิธภัณฑ์ด้วยซ้ำ

*walking trail คืออะไร เริ่มต้นจากตึกพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด  จะมีทางเดินตามทางรถไฟสายเก่า (ที่ยกเลิกไปนานแล้ว) ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลก เป็นฝีมือคนสร้าง เชลยศึก คนงาน เป็นการทำงานที่โหดร้าย ทารุณมาก  ระยะทางเดิน 3.5 กิโล ไปกลับก็คูณสองเอา ทางเดิน ก็ไม่ยาก ไม่ง่าย แต่ไม่อันตราย นึกถึงเดินทางรถไฟที่เป็นหินๆ แต่ไม่มีราง กับขอนไม้บางครั้งก็ต้องเดินลงเนิน เดินขึ้นเนิน แต่มีบันไดปูนตลอดทาง ระยะทางที่สามารถเดินได้จริงๆวันนี้ เหลือแค่ 2.5 กิโล ไปกลับ ห้ากิโล เราใช้เวลาเดินไป 2 ชั่วโมง 45 นาที

สำหรับคนที่ต้องการเดิน แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบที่พื้นหนาหน่อย เพราะเดินบนหิน หินคมๆ ที่เราเจอตามทางรถไฟน่ะค่ะ มีคนใส่รองเท้าแตะเดินไปแค่ไม่เกินสามร้อยเมตร นิ้วก้อยเท้าไปกระแทกหิน เลือดอาบเลย

เอาน้ำไปคนละสองขวดเล็กก็พอ จิบทีละน้อย แต่บ่อยๆ ยิ่งเดินของจะยิ่งหนัก อย่าแบกเยอะค่ะ ถ้าอยากเข้าห้องน้ำตรงปลายทาง ควรรอให้พิพิธภัณฑ์เปิดตอนเก้าโมงเช้า เพื่อขอกุญแจ ตอนที่เราไปไม่ได้รอให้เค้าเปิด ไปถึงแปดโมงนิดๆก็เริ่มเดินเลย เพราะกลัวร้อน จริงๆ ไม่รอเอากุญแจ ก็จะเริ่มเดินได้เร็ว เพราะขากลับมา ถ้าสายมาก ก็จะยิ่งร้อนมาก  ถ้าเราค่อยๆจิบน้ำทีละนิดไปเรื่อยๆ ร่างกายก็ขับออกมาเป็นเหงื่อมากๆ ได้ทัน จะลดการอยากเข้าห้องน้ำได้ค่ะ

สรุป

ชอบ -  ธรรมชาติ เจ้าหน้าที่ อาหาร
ไม่ชอบ -  ข้อมูลไม่อัพเดต  ที่พักเก่า ไม่สมราคา (ถ้าจองแล้วต้องจ่ายเกิน 1890 บาท ต่อห้อง ไม่แนะนำค่ะ)